ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงมัสมั่น

แกงมัสมั่นถือเป็นอาหารไทยโบราณที่ยังหาทานได้ตามท้องตลอดทั่วไปในปัจจุบัน
แต่ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
บทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 2
ทรงเริ่มต้นด้วยโคลงสี่สุภาพและกาพย์ยานีที่ว่า แกงไก่มัสมั่นเนื้อ นพคุณ พี่เอย
หอมยี่หร่ารสฉุน เฉียบร้อน ชายใดบริโภคภุญช์ พิศวาส หวังนา
แรงอยากยอหัตถ์ข้อน อกไห้หวนแสวง มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา เป็นที่น่าสังเกตว่าบทพระราชนิพนธ์ดังกล่าว
เริ่มต้นด้วยแกงมัสมั่น จึงกล่าวได้ว่าไม่ใช่เป็นแกงไทยแต่โบราณ
เชื่อกันว่าแกงมัสมั่นนี้เข้ามาถึงเมืองไทยในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่ง กรุงศรีอยุธยา
และเกิดจากฝีมือบรรดาต้นเครื่องของพระองค์ ซึ่งเป็นแขกจากอินเดีย
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ แกงมัสมั่น จะมีส่วนผสมเครื่องเทศที่ขาดไม่ได้อย่าง ลูกผักชี, ยี่หร่า, ลูกจัน,
ดอกจันทน์, เม็ดกระวาน และ กานพลู ซึ่งให้กลิ่นรสที่ร้อนแรง
โดยในตำรับอินเดียจะใช้เฉพาะเครื่องเทศแห้งและไม่ใส่กะทิ
แต่ตำรับของไทยมีการใช้สมุนไพรสดในพริกแกงและมีการปรุงรสให้ออกเค็ม หวาน มัน
ส่วนวิธีทำ แกงมัสมั่น ไม่ได้ยากอย่างที่คิด
เริ่มจากเตรียมวัตถุดิบ ไล่ตั้งแต่ กะทิ 5 ถ้วย, ไก่สับชิ้นใหญ่ 500กรัม,
มันฝรั่งหัวเล็ก 400 กรัม, หอมหัวใหญ่หัวเล็ก 500 กรัม,
ลูกกระวาน 10 เม็ด, อบเชยยาว 2 นิ้ว 1 แท่ง, ถั่วลิสงคั่ว ¾ ถ้วย,
น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ และ น้ำมะขามเปียก 4ช้อนโต๊ะขณะที่ส่วนผสมเครื่องน้ำพริก
ใช้พริกแห้งกรีดเม็ดออกแช่น้ำจนนุ่ม 11 เม็ด, หอมแดง ½ ถ้วย,
กระเทียม ½ ถ้วย, รากผักชีหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ, ตะไคร้ซอยบาง ¼
ถ้วย, กะปิ 1 ช้อนชา, พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ, ลูกจันทน์ ดอกจัน
กานพลู เม็ดกระวาน อย่างละ ½ ช้อนชา, ลูกผักชี 2 ช้อนโต๊ะและยี่หร่า 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำเริ่มจากนำเครื่องแกงมัสมั่นไปผัดกับกะทิให้หอม
ใส่เนื้อไก่ลงไปผัดให้พอสุก จากนั้นเติมกะทิ ใส่อบเชย ลูกกระวาน
ต้มเคี่ยวจนเดือดและกะทิเริ่มแตกมัน ใส่มันฝรั่ง หอมใหญ่ ถั่วลิสง
ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และน้ำมะขามเปียก
ตั้งเคี่ยวต่อให้งวดลงเล็กน้อย และมันฝรั่งสุกดีตักเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ
ซึ่งนอกจาก แกงมัสมั่น
จะมีรสชาติอร่อยหอมพริกแกงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว
แกงชนิดนี้ยังมีสรรพคุณช่วยลดอาการท้องอืดและช่วยย่อยอาหาร
รวมไปถึงแก้อาการท้องเฟ้อ, คล่นไส้, ขับลม, ขับเสมหะ, จุกเสียด,
บำรุงตับ, บำรุงปอด และช่วยลดไขมันในเลือดอีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *